jump to navigation

สมาพันธ์ไม่รับรอง สอยคิวซีเกมส์ลาว พฤษภาคม 15, 2009

Posted by 1000thainews in กีฬา.
Tags: , , , , , , , , , , , , , ,
add a comment

สมาพันธ์ไม่รับรอง
สอยคิวซีเกมส์ลาว

คมชัดลึก :สมาพันธ์กีฬาบิลเลียดแห่งเอเชีย (เอซีบีเอส) ประกาศไม่รับรองกีฬาบิลเลียดสปอร์ตในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่ลาวปลายปีนี้ เหตุไม่บรรจุสนุกเกอร์ 6 แดง ทั้งที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว และเป็นกีฬาประเภทที่มีการพัฒนาต่อเนื่องแถมทั่วโลกสนับสนุน “บิ๊กสิน” สินธุ พูนศิริวงศ์ ประธานเอซีบีเอส เชื่อลาวเจ้าภาพจะพิจารณาอีกครั้ง

 “บิ๊กสิน” นายสินธุ พูนศิริวงศ์ ประธานสมาพันธ์กีฬาบิลเลียดแห่งเอเชีย (เอซีบีเอส) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ดบริหารเอซีบีเอสและชาติสมาชิกที่ประเทศจีน ว่าที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์จะไม่ให้การรับรองกีฬาบิลเลียดสปอร์ตในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่ลาวจะเป็นเจ้าภาพ วันที่ 9-18 ธันวาคมนี้ โดยมีการพิจารณาเรื่องการยกเลิกสนุกเกอร์ประเภท 6 แดงในซีเกมส์ ครั้งที่ 25 เป็นประเด็นสำคัญ 
  นายกสอยคิวเอเชียกล่าวต่อไปว่า เอซีบีเอสมีหนังสือแจ้งไปยัง นายภูวัน วงศ์สุทธิ รองเลขาธิการโอลิมปิกแห่งประเทศลาว ในฐานะประธานเทคนิคซีเกมส์ ครั้งที่ 25 เรียบร้อยแล้วถึงเหตุผลในการไม่รับรองการแข่งขันกีฬาบิลเลียดสปอร์ตหนนี้ โดยมีใจความสำคัญคือ เอซีบีเอสตกลงกับคณะกรรมการโอลิมปิกลาว และคณะกรรมการจัดการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 25 แล้วว่าจะมีแข่งสนุกเกอร์ 6 แดงในซีเกมส์ แต่กลับไม่เป็นไปตามข้อตกลง แม้ว่าเอซีบีเอสจะมีหนังสือแจ้งไปยังลาวอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ได้รับการตอบกลับแต่อย่างใด

 นอกจากนี้ เอซีบีเอส ยังเห็นว่ามนตรีซีเกมส์อาจจะไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับสนุกเกอร์ 6 แดง ที่มีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องและโด่งดังไปทั่วโลก โดยเซอร์ ร็อดนีย์ วอล์คเกอร์ ประธานของสนุกเกอร์อาชีพโลก ได้จัดแข่งสนุกเกอร์ 6 แดง โดยใช้ชื่อว่า “super6” ที่ครูซิเบิล เธียเตอร์ ในช่วงที่มีการแข่งขันชิงแชมป์โลก อีกทั้ง มร.ปาสกาล นายกสหพันธ์สนุกเกอร์นานาชาติ (ไอบีเอสเอฟ) และนายกคิวสปอร์ตโลก ก็เตรียมจัดสนุกเกอร์ 6 แดงในประเทศต่างๆ ล่าสุด รัสเซีย จะจัดการแข่งขันและขอมาดูการแข่งขันเวิลด์ กรังด์ปรีซ์ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพเดือนกรกฎาคมนี้ด้วย

 ส่วนชาติสมาชิกอาเซียนได้ตอบรับเอซีบีเอส ที่สนับสนุนการแข่งขันสนุกเกอร์ 6 แดงถึง 7 ประเทศ ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย ซึ่งมากกว่าครึ่งของสมาชิกสหพันธ์กีฬาซีเกมส์ ซึ่งบอร์ดของเอซีบีเอส เห็นว่าลาวให้ความสำคัญ แต่ มร.ดับเบิลยู วาย ชิน ของมาเลเซียประเทศเดียวที่คัดค้านการจัดสนุกเกอร์ 6 แดง และประการสุดท้ายเอซีบีเอสได้แจ้งให้ลาวทราบแล้วว่าสนุกเกอร์ 6 แดง ได้รับการบรรจุอยู่ในกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 3 ปี 2009 กีฬาอีสต์เอเชี่ยนเกมส์ 2009 ที่ฮ่องกง และเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 ที่จีนปี 2010 แล้ว เนื่องจากชาติเจ้าภาพมองเห็นการพัฒนากีฬาประเภทนี้ และนักกีฬาชาติต่างๆ มีโอกาสได้ลุ้นเหรียญใกล้เคียงกัน

   นายสินธุ กล่าวในตอนท้ายว่า  เหตุผลทั้งหมดคือสิ่งที่เอซีบีเอสไม่สามารถรับรองการแข่งขันซีเกมส์ที่ลาวได้ อย่างไรก็ดี เอซีบีเอส หวังว่าคณะกรรมการจัดการแข่งขันของลาวจะพิจารณาในการตัดสินใจใหม่อีกครั้ง ซึ่งตนได้หารือกับ พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธานโอลิมปิกไทย ให้ช่วยเจรจากับลาวอีกทาง โดยยึดหลักการด้วยเหตุและผลเนื่องจากระดับนานาชาติทุกรายการจะมีการแข่งขันสนุกเกอร์ 6 แดงโดยตลอด ส่วนตนจะเดินทางไปเจรจากับ ดร.พูทอง แสงอาคม ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติลาวและประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้

อ่านต่อที่ : สมาพันธ์ไม่รับรอง
สอยคิวซีเกมส์ลาว

“นัลบานเดียน” ดวงแตกผ่าสะโพกงดหวด 4 เดือน พฤษภาคม 15, 2009

Posted by 1000thainews in กีฬา.
Tags: , , , , , , , , , , , , , ,
add a comment

“นัลบานเดียน” ดวงแตกผ่าสะโพกงดหวด 4 เดือน

“นัลบานเดียน” ดวงแตกผ่าสะโพกงดหวด 4 เดือน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
15 พฤษภาคม 2552 01:20 น.

“นัลบานเดียน” พักยาว 4 เดือน

       ดาวิด นัลบานเดียน แร็กเกตหนุ่มฝีมือดีชาวอาร์เจนตินา จำต้องงดตระเวนแข่งในเอทีพีทัวร์เป็นเวลา 4 เดือน หลังจากเข้ารับการผ่าตัดสะโพกขวาที่มีอาการบาดเจ็บ
       
        สำนักข่าวเอพี (AP) รายงานว่า นักหวดมือ 15 ของโลกเข้ารับการผ่าตัดที่เมือบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อวันพุธที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้พลาดรับใช้ทีมฟ้า-ขาวในการทำศึกเดวิส คัพ เวิลด์ กรุ๊ป รอบก่อนรองชนะเลิศ ในเดือนกรกฎาคมนี้เป็นที่แน่นอนแล้ว
       
       นอกจากนั้น “คิง ดาวิด” ยังชวดลงชิงชัยในรายการแกรนด์สแลมที่เหลืออยู่บนปฏิทินการแข่งขันเอทีพีทัวร์ปี 2009 ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เฟรนช์ โอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอส โอเพน อีกด้วย โดย นัลบานเดียน จะต้องพักรักษาตัวอยู่ที่บาร์เซโลนา จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ก่อนกลับไปฟื้นฟูอาการบาดเจ็บที่บ้านเกิดต่อไป
       
       สำหรับแมตช์ล่าสุดที่ นัลบานเดียน ลงสนามเป็นการพบกับ พอล คัปเดวิลล์ จากชิลี ซึ่งเจ้าตัวพ่ายหมดรูป 2 เซตรวด 2-6, 2-6 ตกรอบแรกในรายการเอสโตริล โอเพน ที่ประเทศโปรตุเกส เมื่อสัปดาห์ก่อน

อ่านต่อที่ : “นัลบานเดียน” ดวงแตกผ่าสะโพกงดหวด 4 เดือน

ยุโรปประท้วงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พฤษภาคม 15, 2009

Posted by 1000thainews in ต่างประเทศ.
Tags: , , , , , , , , , , , , , ,
add a comment

ยุโรปประท้วงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ยุโรปประท้วงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ยุโรป 15 พ.ค. – บรรดาแรงงานรวมตัวประท้วงในหลายประเทศทั่วยุโรป ส่วนใหญ่เกี่ยวกับความไม่พอใจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ

นายแพทย์และเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลต่าง ๆ แสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลเตรียมเดินหน้าแผนปฏิรูปโครงสร้างของโรงพยาบาล ที่หลายฝ่ายเห็นว่าจะยิ่งทำให้โรงพยาบาลหันมาให้ความสำคัญกับการหารายได้ทำกำไร มากกว่าการช่วยเหลือคนไข้และดูแลสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ ขณะที่คาดว่าแพทย์และพยาบาลอาจต้องตกงานจำนวนมาก แม้รัฐบาลจะยืนยันแผนปฏิรูปโรงพยาบาลไม่กระทบต่อการทำงานของแพทย์และพยาบาลก็ตาม

ที่กรุงบูคาเรสต์ ของโรมาเนีย แรงงานกว่า 4,000 คน เดินขบวนประท้วงพร้อมกับเป่านกหวีดและตีกลอง เรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในการทำงาน เพิ่มค่าแรงและสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับแรงงาน หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจทำให้อัตราว่างงานในโรมาเนียเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5% นอกจากนี้ยังมีการประท้วงของคนงานที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน และจะมีการประท้วงอีกในวันที่เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก และอีกหลายประเทศของยุโรปด้วย. -สำนักข่าวไทย

อ่านต่อที่ : ยุโรปประท้วงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

โหรคมช.ชี้เหตุแก้รธน.ส่งผลยุบสภาสิ้นปี พฤษภาคม 15, 2009

Posted by 1000thainews in การเมือง.
Tags: , , , , , , , , , , , , , ,
add a comment

โหรคมช.ชี้เหตุแก้รธน.ส่งผลยุบสภาสิ้นปี

วันนี้(14 พ.ค.) ที่ห้างอัมรินทร์ พลาซ่า นายวารินทร์  บัววิรัตน์เลิศ  หมอดูชื่อดังแห่งจังหวัดเชียงใหม่หรือโหร คมช.ให้สัมภาษณ์ ก่อนเปิดตัวหนังสือไขรหัสบุญเปลี่ยนรหัสกรรมถึสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ว่า หลังจากวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา ทุกอย่างจะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี กลุ่มต่าง ๆ จะเริ่มเข้าใจ จะมีบ้างในส่วนที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ยังไม่เข้าใจดี และหลังจากเดือนมิ.ย. และก.ค.นี้ ก็จะคลายลง ในปีพ.ศ.2553 ทุกอย่างจะสมบูรณ์ดี

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะมีอายุในการบริหารงานได้เท่าใด นายวารินทร์ กล่าวว่า ก็จะอยู่ได้ถึงสิ้นปี หลังจากนั้นก็จะมีการคืนอำนาจ ให้กับประชาชน ส่วนจะเกี่ยวเนื่องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ตนคิดว่า ตรงนี้คงมีส่วน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเทศจะรอดพ้นวิกฤตต่างไปอีกนานแค่ไหน นายวารินทร์ กล่าวว่า จากนี้ไปก็จะมีการผ่อนคลายเรื่อย ๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2553 เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีฯอีกหรือไม่นั้น นายวารินทร์ กล่าวว่า ตนก็ยังเห็นเป็นท่านอยู่

เมื่อถามว่า ปีหน้ากองทัพจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองอีกหรือไม่ นายวารินทร์ กล่าวว่า ก็เป็นลักษณะการประคับประคองช่วยกันดูแลบ้านเมืองมากกว่า ซึ่งหลังการเลือกตั้ง สถานการณ์ ก็จะดีขึ้นตามลำดับ

ส่วนอิทธิฤทธิ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังมีอยู่หรือไม่ นายวารินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาของท่าน ซึ่งท่านคงทำหน้าที่ของท่านไป ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีดวงกลับมาประเทศไทยหรือไม่ นายวารินทร์ กล่าวว่า ก็มีอยู่ แต่คงในโอกาสข้างหน้า

ผู้สื่อข่าวถามว่า ดวงผู้นำของไทยจะเป็นทหารหรือพลเรือน นายวารินทร์ กล่าวว่า เวลานี้ยังเห็นเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่และหลังจากสิ้นปีทุกอย่างจะคลี่คลาย

ต่อข้อถามที่ว่า ประเทศไทยต้องกลับไปเจอปัญหาหนัก ๆ อีกหรือไม่ นายนวารินทร์ กล่าวว่า หมดแล้ว วาระกรรมของประเทศหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา ตอนนี้อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ประคับประคองบ้านเมืองเราให้หมดสิ้นวิบากรรมที่เป็นอยู่ หันหน้าเข้าหากัน ดีกว่าทะเลาะกัน

ถามว่า ดวงของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.จะมาช่วยประคับประคอง นายอภิสิทธ์ อย่างไร นายวารินทร์ กล่าวว่า ท่านก็คอยดูแลซึ่งกันและกันอยู่ รวมถึงดูแลชาติบ้านเมืองด้วยกันอยู่

ส่วนบทบาทของทหารยังมีต่อไปหรือไม่ นายวารินทร์ กล่าวว่า ถึงอย่างไร ทหารก็ยังเป็นหลักชัยให้กับบ้านเมือง คอยดูแลบ้านเมืองร่วมกัน

เมื่อถามว่า พล.อ. สนธิ บุณยรัตกลิน จะกลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกหรือไม่ นายารินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้ตนยังไม่ได้ดูดวงของท่านเลย

นายวารินทร์ ยังกล่าวถึงหนังสือ ไขรหัสบุญ เปลี่ยนรหัสกรรม ว่า หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อชี้ให้ถึงเรื่องบุญและกรรมของบ้านเมือง และผู้คนที่ประสบอยู่ รวมถึงหนทางในการคลายกรรมต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไป นอกจากนั้น ยังชี้ให้เห็นบุญ กรรม ของคนว่าเกิดขึ้นได้เพราะอะไร แล้วหลังจากนั้นจะมีวิธีการอย่างไร ในการคลายกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นให้หมดสิ้นไป

อ่านต่อที่ : โหรคมช.ชี้เหตุแก้รธน.ส่งผลยุบสภาสิ้นปี

61ปัญญาชน บู๊ศึกม.โลก 25 พฤษภาคม 15, 2009

Posted by 1000thainews in กีฬา.
Tags: , , , , , , , , , , , , , ,
add a comment

61ปัญญาชน
บู๊ศึกม.โลก 25

คมชัดลึก :ทัพนักกีฬาปัญญาชนไทย 61 คน 5 กีฬาลุยศึกกีฬามหาวิทยาลัยโลก ฤดูร้อน ครั้งที่ 25 ที่กรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย วันที่ 1-12 ก.ค.นี้ คณะกรรมการบริหารกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ก.ก.ม.ท.) ประกาศให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 38 ปี 2554

 รศ.คิม ไชยแสนสุข อธิการบดี ม.รามคำแหง ประธานคณะกรรมการบริหารกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ก.ก.ม.ท.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ ก.ก.ม.ท. ที่ห้องประชุม 3 อาคารวิทยบริการและบริหาร ชั้น 3 ม.รามคำแหง หัวหมาก เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมมีมติให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 38 ปี 2554 หลังจากไม่มีมหาวิทยาลัยอื่นเสนอตัวเข้ามา โดยจะทำหน้าที่ต่อจาก ม.ธรรมศาสตร์ ที่จะเป็นเจ้าภาพ ครั้งที่ 37 ปี 2553 ขณะที่ครั้งที่ 39 ปี 2555 มีหลายสถาบันที่เสนอตัว ได้แก่ ม.เทคโนโลยีสุรนารี ม.สงขลานครินทร์ มรภ.อุดรธานี และ ม.วลัยลักษณ์ 
     ที่ประชุมได้หารือถึงการเตรียมการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยอาเซียน ครั้งที่ 15  ที่จ.เชียงใหม่ ช่วงปลายปี 2553 โดยผู้แทนมหาวิทยาลัยในเขตภาคเหนือ และหน่วยงานต่างๆ ภายใน จ.เชียงใหม่ ยืนยันว่าพร้อมที่จะจัดการแข่งขันครั้งนี้ นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบให้รับสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เข้าเป็นสมาชิกของ ก.ก.ม.ท.ในลำดับที่ 128
    สำหรับการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก ฤดูร้อน ครั้งที่ 25 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-12 กรกฎาคมนี้ ที่กรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย  ก.ก.ม.ท.จะส่งนักกีฬาไปแข่งขัน 61 คน ใน 5 กีฬา ได้แก่ กรีฑา 15 คน (ชาย 6 คน หญิง 9 คน) ว่ายน้ำ 1 คน (ชาย 1 คน) ฟุตบอล 20 คน (ชาย 20 คน)วอลเลย์บอล 12 คน (หญิง 12 คน) และเทควันโด 13 คน (ชาย 6 คน หญิง 7 คน) โดย นายปรีชา ประยูรพัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาชนิดกีฬาและเตรียมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก ครั้งที่ 25 กล่าวว่า ทัพนักกีฬาชุดนี้ต้องเน้นคุณภาพ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายนักกีฬาสูงมากตกคนละกว่า 1 แสนบาท โดยนักกีฬาจะต้องมีผลงานที่ดีกลับมา ซึ่งกีฬาเทควันโด ถือว่ามีลุ้นที่จะได้เหรียญมากที่สุด กรีฑาก็มีโอกาสได้เหรียญ ขณะที่ฟุตบอลหวังให้ติด 1 ใน 4 วอลเลย์บอล จะต้องติดอันดับ 1 ใน 6 และว่ายน้ำต้องติดอยู่ในกลุ่มไฟนอลบี หรือ 16 คนสุดท้าย

อ่านต่อที่ : 61ปัญญาชน
บู๊ศึกม.โลก 25

ประเวศชี้แก้รธน.ไม่จบ-ขจัดอิทธิพลเงิน/พรรค พฤษภาคม 15, 2009

Posted by 1000thainews in การเมือง.
Tags: , , , , , , , , , , , , , ,
add a comment

ประเวศชี้แก้รธน.ไม่จบ-ขจัดอิทธิพลเงิน/พรรค

ที่ฮอลล์ 9 เมืองทองธานี ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ภายหลังบรรยายพิเศษเรื่อง “เสริมศักยภาพท้องถิ่นสร้างสุขภาพชุมชนให้ยั่งยืน” ภายในงานมหกรรมระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่(กองทุนอบต./เทศบาล) ระบว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำเป็นสิ่งแรก เพราะประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมา 18 ฉบับ ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา การทำงานของคณะกรรมการฯจึงไม่ควรเริ่มจากประเด็นที่มีความขัดแย้ง แต่จะต้องเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายร่วมกันที่สูงกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อว่าเป้าหมายที่ทุกฝ่าย ทุกคน ทุกพรรคมีความประสงค์ร่วมกันในขณะนี้ คือ การสร้างความร่มเย็นเป็นสุขในบ้านเมือง

ศ.นพ.ประเวศ กล่าวอีกว่า เมื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกันได้เช่นนี้ก็เชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมคิดและตีโจทย์ว่าจะมีแนวทางสร้างความร่มเย็นเป็นสุขในประเทศได้อย่างไร ส่วนตัวเห็นว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควรดำเนินการใน 5 ข้อที่สามารถแก้ปัญหาได้จริง ได้แก่ 1.การป้องกันความรุนแรง รัฐต้องป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงโดยยึดตามหลักกฎหมาย อย่าให้มีการสูญเสียชีวิต ทุกฝ่ายต้องช่วยกันป้องกันความรุนแรง อย่าพยายามสร้างความรุนแรง เพราะสังคมไม่ต้องการความรุนแรง และต้องให้โอกาสและเวลาประเทศไทย เนื่องจากปัญหาสั่งสมมามาก

2.ใช้ยุทธศาสตร์การสื่อสาร โดยรัฐต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งใช้สื่อของรัฐสื่อสิ่งที่ต้องการสื่อถึงประชาชนออกไปทั้งประเทศ เพราะความเห็นที่ไม่เหมือนกันไม่เป็นไร ขอให้แสดงความคิดเห็นโดยใช้ความรู้และเหตุผล ไม่ใช่ยุยงให้เกิดความขัดแย้ง จากนั้นนักวิชาการต่างๆเข้ามาให้ความคิดเห็นว่าสิ่งที่แต่ละฝ่ายเสนอเป็นอย่างไรแล้วให้คนในสังคมทั้งหมดเป็นผู้ตัดสิน สิ่งนี้จะทำให้สังคมไทยพัฒนาสู่สังคมความรู้และเหตุผล ไม่ใช่ใช้วิธีการเอะอะ โวยวาย

ความขัดแย้งของประชาชนเกิดจากนักการเมืองที่เป็นผู้ยุยง หาพรรคหาพวกจนทำให้ประชาชนต้องแตกแยกกัน โดยไม่สนใจว่าประชาชนที่เข้าไปเป็นพรรคพวกจะเป็นอย่างไร ยกตัวอย่าง เรื่องสามก๊กที่โจโฉพาประชาชน 8 แสนกว่าคนไปสู้รบทางเรือจนเสียชีวิตเกือบหมด เหลือรอดเพียง 30 คน ซึ่งโจโฉก็เหมือนนักการเมืองที่พาประชาชนไปสู้รบกันจนตาย ทั้งที่ประชาชนอาจไม่ได้ต้องการสู้รบกันเลย เพราะฉะนั้นประชาชนต้องรู้เท่าทัน”ศ.นพ.ประเวศกล่าว

3.ต้องกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น ต้องให้เขาร่วมคิดร่วมแก้ปัญหาชุมชนของเขาเอง โดยชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศและนายกรัฐมนตรีร่วมกันประกาศทศวรรษของชุมชนท้องถิ่น หากสามารถทำให้ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศเข้มแข็งได้ ภายใน 10 ปี ประเทศไทยจะปลอดภัย รอดพ้นวิกฤติ และอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน เพราะหัวใจของการแก้วิกฤติประเทศ คือ ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ที่มีเอกลักษณ์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตนเอง

ศ.นพ.ประเวศ กล่าวอีกด้วยว่า ปัญหาใหญ่ของประเทศไทย คือ อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ ทุกกระทรวงแผ่อำนาจไปทั่วประเทศ ทำให้เกิดปัญหามากมายรวมทั้งการเมือง ซึ่งประเทศไทยพัฒนาประชาธิปไตยมากว่า 70 ปีไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมุ่งแต่ประชาธิปไตยระดับชาติ จึงจำเป็นต้องมองถึงประชาธิปไตยท้องถิ่นด้วย เพราะชุมชนแต่ละแห่งมีความหลากหลาย เขาต้องการพัฒนาชุมชนเขาตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของท้องถิ่น เมื่ออำนาจจากส่วนกลางลงไป ส่งผลให้ชุมชนหมดศักดิ์ศรีและไร้เกียรติ จึงแก้ปัญหาทั้งเรื่องความยากจนและความขัดแย้งไม่ได้

“อำนาจแบบรวมศูนย์เป็นตัวดึงให้นักการเมืองเข้ามาใช้อำนาจ จึงพร้อมที่จะใช้เงินทุ่มในการเข้าสู่อำนาจ แต่ถ้ากระจายอำนาจไปให้ถึงชุมชน สังคมชุมชนก็จะเกิดความเข้มแข็ง ส.ส.ก็จะไม่อยากเข้ามา เพราะโกงกินยากบวกกับเมื่อเข้ามาแล้วต้องใช้ความรู้พัฒนาบ้านเมืองอย่างแท้จริงจึงจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน”

ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงข้อที่ 4.ส่งเสริมให้คนรวมตัวเป็นประชาสังคมร่วมคิดร่วมทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ หากทำสิ่งนี้ได้ประเทศไทยจะมีพลัง เศรษฐกิจ การเมืองและศีลธรรมก็จะดี และ5.รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการเจริญสติทั้งประเทศ โดยทำการสำรวจและจัดทำเป็นแผนที่ว่ามีครูในพื้นที่ใดบ้างที่สอนเกี่ยวกับการเจริญสติ นอกจากนี้ต้องกำหนดให้วัด โรงเรียน และมหาวิทยาลัยต้องมีการสอนการเจริญสติในวิชาจิตปัญญาศึกษา เพราะการเจริญสติจะช่วยให้พบกับความสุขที่ไม่เคยพบมาก่อนแล้วทุกอย่าง ทั้งสติปัญญา สุขภาพและสัมพันธภาพระหว่างคนในสังคมจะดีขึ้น

ศ.นพ.ประเวศ กล่าวด้วยว่า ตัวนักการเมืองเป็นปัญหาประเทศ เป็นผู้ที่เข้ามาใช้อำนาจ เพราะฉะนั้นการเมืองต้องมีความถูกต้อง เมื่อไม่มีความถูกต้องจึงกระเทือนไปทั้งประเทศ ซึ่งนักการเมืองรุ่นแรกมีความซื่อสัตย์ สุจริต แต่ในช่วงหลังมีเงินเข้ามาในระบบการเมือง ควบคู่กับการที่นายทุนขนาดใหญ่ร่วมทุนกันแล้วเข้าสู่การเมือง จึงทำให้การเมืองล้ม นักการเมืองทั้งหมดต้องร่วมกันทำให้การเมืองมีความเป็นธรรมและถูกต้อง

ทั้งนี้ นักการเมืองจะต้องร่วมกันสร้างวีรกรรมจะสร้างระบบการเมืองไทยอย่างไรให้ถูกต้อง แล้วการเมืองไทยจะดีขึ้น ซึ่งผมเห็นว่าสิ่งที่ต้องทำคือขจัดอิทธิพลของเงินที่เข้าสู่วงการเมือง ถ้าขจัดไม่ได้การเมืองก็ไม่ดีขึ้น โดยเริ่มจากการเลิกบังคับให้ผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง ต้องเปิดโอกาสให้สามารถลงสมัครได้ในนามของผู้สมัครอิสระ เพราะการกำหนดให้ต้องสังกัดพรรคการเมือง ทำให้ต้องเกิดการระดมทุนเข้าสู่พรรคการเมือง เงินที่จะเข้าสู่ระบบการเมืองก็จะไม่ถูกขจัดออกไป

การตั้งพรรคการเมืองตั้งได้แต่จะต้องไม่บังคับผู้ลงสมัคร ส.ส.ให้ต้องสังกัดพรรคการเมือง ต้องปล่อยให้ส.ส.เป็นตัวของตัวเอง มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความรู้ เมื่อมีการอภิปรายในรัฐสภา สามารถโหวตลงคะแนนได้ตามความคิดเห็นของตนเอง ไม่ใช่แห่โหวตกันเป็นฝูง คุณภาพก็ไม่มี ส่วนรัฐบาลนี้จะอยู่นานหรือไม่ ถ้าทำไรดีๆ ตั้งตัวดีและชอบ ประชาชนก็จะสนับสนุนและอยู่นาน โดยเฉพาะผู้นำรัฐบาล ถ้านายกรัฐมนตรีไม่โกงกินก็จะอยู่นาน แต่หากนายกรัฐมนตรีโกงกินก็จะอยู่ไม่นาน ”ศ.นพ.ประเวศกล่าว

อ่านต่อที่ : ประเวศชี้แก้รธน.ไม่จบ-ขจัดอิทธิพลเงิน/พรรค

ชาติตะวันตกประณามพม่าขังซูจี พฤษภาคม 15, 2009

Posted by 1000thainews in ต่างประเทศ.
Tags: , , , , , , , , , , , , , ,
add a comment

ชาติตะวันตกประณามพม่าขังซูจี

ชาติตะวันตกประณามพม่าขังซูจี 15 พ.ค. – รัฐบาลชาติตะวันตกออกมาแสดงความไม่พอใจรัฐบาลทหารพม่า ที่ตั้งข้อหารุนแรงแก่นางออง ซาน ซูจี แกนนำเรียกร้องประชาธิปไตยของประเทศ

ความคืบหน้าภายหลังรัฐบาลทหารพม่านำตัวนางซูจี ไปคุมขังยังเรือนจำอินเส่ง และแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งกักบริเวณ หลังให้ที่พักพิงกับชาวอเมริกันที่ว่ายน้ำข้ามทะเลสาบเข้ามายังบ้านพักของนางเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยจะมีการพิจารณาคดีต่อศาลในสัปดาห์หน้า ล่าสุด นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ ผู้นำอังกฤษ กล่าวว่า รัฐบาลทหารพม่าพยายามหาข้ออ้างต่าง ๆ ที่ขยายเวลาการคุมตัวนางซูจี ออกไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ที่ระบุกำลังติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเห็นว่าการสั่งคุมขังนางซูจี เป็นเรื่องไม่เป็นธรรม

ด้านผู้แทนสหภาพยุโรป แสดงความวิตกกังวลกับความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเช่นกัน หลายฝ่ายระบุว่า การจับกุมและตั้งข้อหานางซูจีครั้งนี้ เป็นหนทางที่รัฐบาลทหารพม่าจะคุมขังนางซูจีต่อไปได้อย่างชอบธรรม จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่รัฐบาลทหารพม่าจะจัดขึ้นในปีหน้า. -สำนักข่าวไทย

อ่านต่อที่ : ชาติตะวันตกประณามพม่าขังซูจี

ตื่นตัว ไม่ใช่ ตื่นตูม พฤษภาคม 15, 2009

Posted by 1000thainews in อื่นๆ.
Tags: , , , , , , , , , , , ,
add a comment

ตื่นตัว ไม่ใช่ ตื่นตูม

บางประเทศก็เพิ่งตระหนักถึงภัยคุกคามนี้ หลังจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แพร่ระบาดไปประเทศต่างๆ แล้วกว่าสองอาทิตย์

 บางประเทศก็อาศัยจังหวะที่คนตื่นตระหนกกับโรคระบาดนี้ เสนอของบฯ เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดในแนวทางต่างๆ (ที่สมเหตุสมผลบ้าง ไม่สมเหตุสมผลบ้าง) บางประเทศก็เฉยๆ ไม่ตื่นตูม แต่ใช้วิธีสังเกตการณ์เงียบๆ เพราะไม่อยากให้กระทบต่ออุตสาหกรรมการเดินทาง หรืออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ปัจจุบัน ก็ถูกกระหน่ำจากวิกฤติเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่มีบางประเทศ เช่น จีน ที่เฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคระบาดนี้ ในลักษณะที่เข้มงวดมากเป็นพิเศษ และมีการกระทำหลายอย่างที่ไม่สมเหตุสมผลเท่าที่ควร

 อย่างกรณี การกักตัวชาวเม็กซิโกจำนวนหลายสิบคนไว้เป็นเวลา 7 วันเพื่อดูอาการ ทั้งๆ ที่ผู้ถูกกักตัวเหล่านั้น ไม่ได้มีอาการของไข้หวัดปรากฏให้เห็น และไม่ได้รับการตรวจจับความร้อนของร่างกาย ด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์เหมือนนักเดินทางคนอื่นๆ แต่เป็นเพียงเพราะคนเหล่านี้ ถือพาสปอร์ตเม็กซิโกเท่านั้น โดยจีนให้เหตุผลว่า นี่คือส่วนหนึ่งของการมาตรการเฝ้าระวัง  

           เท่านั้นยังไม่พอ จีนยังกักตัวนักศึกษาชาวแคนาดาอีก 22 คนด้วย ตามมาด้วยการกักตัวชาวอเมริกัน 4 คน ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือ กักตัวไว้เพื่อดูอาการ เผื่อนักศึกษากลุ่มนี้จะติดเชื้อ ซึ่งก่อนหน้านั้น จีนเป็นประเทศแรกๆ ของโลก ที่ระงับการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐเป็นการชั่วคราว หลังเกิดการแพร่ระบาดไม่นาน ทั้งๆ ที่ยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจนจากองค์การอนามัยโลก (ฮู) ว่า โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้มีต้นกำเนิดมาจากหมู

 การกระทำของจีน โดยเฉพาะการห้ามนำเข้าหมูและผลิตภัณฑ์หมู ทำให้ตลาดหมูโลกออกอาการระส่ำระสาย โดย 3 ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด จากคำสั่งห้ามนี้คือ เม็กซิโก, สหรัฐ และแคนาดา ซึ่งประเทศเหล่านี้ อยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกเนื้อสุกรชั้นนำของโลก เช่นเดียวกับสหภาพยุโรป (อียู), บราซิล, ชิลี, จีน และฮ่องกง ที่ระส่ำระสาย เพราะมีประเทศอื่นๆ อย่างน้อย 19 ประเทศ ทำตามจีนด้วย

             ประเด็นห้ามนำเข้าหมูของจีน ส่อเค้าว่าจะทำให้ปัญหาลามไปถึงการค้าหมูในตลาดโลก จนองค์การระหว่างประเทศ 4 แห่ง ได้แก่ ฮู องค์การอาหารและเกษตรสหรัฐ (เอฟเอโอ) องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และองค์การเพื่อสุขภาพสัตว์ (ดับเบิลยูโอเอเอช) ต้องออกแถลงการณ์ร่วมกัน ประณามการคว่ำบาตรเนื้อหมู พร้อมทั้งยืนยันว่า เนื้อหมูที่หลายประเทศผลิต เพื่อส่งออกไปขายทั่วโลก มีมาตรฐานความปลอดภัยเป็นที่ยอมรับระดับสากล ที่สำคัญ ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดลงไปว่า หมู คือต้นเหตุของการแพร่ระบาดโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009

            ส่วนประเด็น กักตัวชาวเม็กซิโก โดยไม่ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ของจีน ก็สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่รัฐบาลเม็กซิโก ถึงขั้นมีประกาศให้ชาวเม็กซิโก เลี่ยงเดินทางเข้าจีน และเตรียมจะถอนตัวไม่เข้าร่วมนิทรรศการการค้าใหญ่สุดที่จัดขึ้นในจีนด้วย

             หากจีน ตั้งรับการแพร่ระบาดของโรคนี้ ด้วยท่าทีที่ “ตื่นตัว” ไม่ใช่  “ตื่นตูม” อย่างที่เป็นอยู่  ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและเม็กซิโก คงไม่สั่นคลอนแบบนี้…

อ่านต่อที่ : ตื่นตัว ไม่ใช่ ตื่นตูม

จับตาสัญญาณฟื้นตัว พฤษภาคม 15, 2009

Posted by 1000thainews in อื่นๆ.
Tags: , , , , , , , , , , , , , ,
add a comment

จับตาสัญญาณฟื้นตัว

 และน่าจะหลุดพ้นจากภาวะซบเซาในไม่ช้านี้ โดยประเทศในเอเชียจะเป็นภูมิภาคแรกๆ ที่หลุดพ้นจากความตกต่ำ ตามมาด้วยสหรัฐ ในส่วนของ 16 ประเทศในยุโรปที่ใช้เงินสกุลยูโรนั้น ก็จะผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจไปได้ โดยโซรอสเรียกร้องให้เยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป ลงมือทำมากกว่านี้เพื่อดึงยุโรปขึ้นจากภาวะตกต่ำ แม้รัฐบาลเยอรมนีได้ทุ่มเงินไปกว่า 80,000 ล้านยูโรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วก็ตาม

 ดูเหมือนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นหัวใจของแทบทุกประเทศที่เผชิญเศรษฐกิจตกต่ำ เพราะกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มองทำนองเดียวกันว่าหากประเทศต่างๆ ในยุโรปดำเนินมาตรการใหม่ๆ พุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือภาคการเงินและสินเชื่อ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดและความเชื่อมั่นในทุกประเทศ ยุโรปก็น่าจะฟื้นตัวในครึ่งหลังของปีหน้า การคาดหมายจังหวะฟื้นตัวของยุโรปดังกล่าวสอดคล้องกับผู้ว่าการธนาคารกลางเยอรมนีที่มองว่าแม้ระยะหลังจะมีเครื่องชี้เศรษฐกิจแง่บวกมากขึ้น แต่เศรษฐกิจเยอรมนี ที่กำลังเผชิญภาวะตกต่ำที่สุดนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะกลับไปเติบโตอีกครั้งก็ประมาณกลางปีหน้า เพราะเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรปชาตินี้ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน ดังนั้นจึงได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความซบเซาของเศรษฐกิจโลก

 ในฟากของเอเชีย รัฐบาลเกาหลีใต้เป็นชาติหนึ่งที่ประกาศชัดว่าจะเดินหน้าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป จนกว่าเศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวเต็มที่จากภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจโลก แม้ระยะหลังมีสัญญาณบ่งชี้เหมือนกันว่าความตกต่ำแบบสุดขั้วได้บรรเทาลงแล้ว แต่แนวโน้มขาลงก็ยังมีอยู่ ดังนั้นจึงต้องรอดูว่าเศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดหรือยัง รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเน้นที่การขยายตัว จนกว่าภาคเอกชนจะส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยรัฐบาลเกาหลีใต้เพิ่งเผยงบประมาณพิเศษ 28.9 ล้านล้านวอนไปเมื่อเดือนมี.ค. หลังจากประกาศแผนใช้จ่ายเพิ่มเติมไปก่อนหน้านี้แล้ว

 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอย่างจีน เป็นชาติหนึ่งที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เป็นเงินถึง 4 ล้านล้านหยวนเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ที่น่าสนใจคือมาตรการของจีนเป็นมาตรการระยะยาว 2 ปี ทั้งยังคลอดออกมาเป็นระลอกๆ เพื่อกระตุ้นภาคสำคัญๆ อย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะในชนบทที่รัฐบาลจีนมองว่ายังมีศักยภาพอยู่ นอกจากนั้น ก็มีภาคยานยนต์ที่นอกจากช่วยในเรื่องของการซื้อขายรถแล้ว ยังมองไปถึงการปรับปรุงขีดแข่งขันในตลาดระหว่างประเทศ และรัฐบาลก็ช่วยเหลือเรื่องนี้ด้วยการจัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนให้บริษัทรถยนต์ยกระดับเทคโนโลยี อีกทั้งยังมีการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ เหล็กกล้า และที่ขาดไม่ได้คือโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

 ความต้องการหรืออุปสงค์ในประเทศของจีน ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่แข็งแกร่ง อีกทั้งรัฐบาลจีนยังจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เหมาะสมกับเวลาและรับมือได้อย่างกร้าวแกร่ง จนพอชดเชยอุปสงค์จากภายนอกประเทศที่ลดลงได้ ในส่วนของประเทศอื่นในเอเชียนั้น ต่างก็พากันกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ แต่แนวโน้มของการฟื้นตัวในช่วงนี้ ยังขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในโลก ซึ่งอาจรวมถึงกรณีของจีนด้วย ที่เศรษฐกิจอาจไม่สามารถขยายตัวอย่างยั่งยืนในปีหน้า หากสหรัฐและยุโรปไม่ฟื้นตัว เพราะทั้งสหรัฐและยุโรปเป็นตลาดส่งออกสำคัญของจีนและของอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย

อ่านต่อที่ : จับตาสัญญาณฟื้นตัว

หมดยุครัฐบาลแห่งชาติ พฤษภาคม 15, 2009

Posted by 1000thainews in อื่นๆ.
Tags: , , , , , , , , , , , , , ,
add a comment

หมดยุครัฐบาลแห่งชาติ

เพื่อประคับประคองให้ประเทศชาติผ่านช่วงเวลานั้นๆ ไปได้

 

การออกมาโยนหินถามทางเพื่อจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติครั้งล่าสุดของคุณเสนาะ เทียนทอง ถูกนายกรัฐมนตรีบอกปัดไปอย่างไม่มีเยื่อใย ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเสนาะเองก็น่าจะคาดการณ์เอาไว้แล้ว เพราะตัวของคุณเสนาะเองคร่ำหวอดทางการเมืองมานาน มีหรือจะมองไม่ออกว่าข้อเสนอนี้ผิดที่ ผิดทาง ผิดเวลา สวนทางกับความรู้สึกของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเห็นการเมืองไทยเดินหน้าต่อไปตามวิถีทางที่ควรจะเป็น

 

อย่างไรก็ตาม ความผิดกาลเทศะของข้อเสนอนี้ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งคำถามว่า ประเทศไทยตอนนี้และในอนาคตยังต้องการรัฐบาลแห่งชาติอีกหรือ?

 

ก่อนจะตอบคำถามนี้ เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมจึงต้องมีรัฐบาลแห่งชาติ

 

หน้าที่หลักของรัฐบาลคือการทำให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข รักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศ ส่งเสริมพัฒนาให้ประเทศมีความก้าวหน้า เพื่อให้ประชาชนของประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดี ดำรงชีวิตในสังคมที่ช่วยให้คนส่วนใหญ่มีความสุขเท่าที่จะเป็นไปได้ สามารถใช้และพัฒนาความสามารถของตัวเองในทางที่ถูกที่ควรได้อย่างเต็มที่

 

ดังนั้น เหตุผลเดียวที่พอจะฟังขึ้นของการมีรัฐบาลแห่งชาติซึ่งเข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐบาลปกติ คือ รัฐบาลปกติล้มเหลวในการทำหน้าที่หลักเหล่านี้ จนอาจส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในประเทศอย่างรุนแรง หากปล่อยให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อไปรังแต่จะสร้างความเสียหายให้มากขึ้นจนยากจะเยียวยาได้

 

นั่นหมายความว่า รัฐบาลแห่งชาติต้องสามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่ารัฐบาลปกติ ในด้านที่เป็นปัญหา และสามารถทำหน้าที่ได้ไม่ด้อยไปกว่ารัฐบาลปกติในด้านอื่นๆ

 

นอกจากนี้แล้ว สมาชิกรัฐบาลแห่งชาติต้องเป็นผู้ที่ประชาชนในสังคมยอมรับ โดยเฉพาะในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย เพราะการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็คือการเว้นวรรคของประชาธิปไตย จนกว่าประเทศชาติจะผ่านพ้นจากปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเผชิญอยู่

 

ต้นทุนของการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติจึงไม่ได้มีแค่การชะงักงันของประชาธิปไตยในปัจจุบันเท่านั้น ผลกระทบต่อทิศทางของพัฒนาการทางการเมืองในอนาคตก็นับเป็นต้นทุนอีกอย่างหนึ่งที่ต้องเอามาคิดด้วย เพราะแม้แต่ในกรณีที่รัฐบาลแห่งชาติทำหน้าที่ได้ดีกว่ารัฐบาลปกติก็ยังส่งผลทางลบในระยะยาวได้

 

ลองนึกดูว่า พอเอะอะเกิดอะไรขึ้นก็เรียกร้องแต่รัฐบาลแห่งชาติ แล้วบังเอิญว่ารัฐบาลแห่งชาติทุกชุดทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะเลือกใครเข้าไป ไม่จำเป็นจะต้องกระตือรือร้นมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่พอใจรัฐบาลที่เลือกไปเมื่อไหร่ก็เรียกร้องให้มีรัฐบาลแห่งชาติ วัฒนธรรมการเมืองแบบซื้อประกันภัยจากรัฐบาลแห่งชาติ มีแต่จะทำให้ประเทศหลุดออกนอกเส้นทางของประชาธิปไตย

 

หากเอาความจริงที่ว่า รัฐบาลแห่งชาติไม่มีทางจะทำดีได้ ดีกว่ารัฐบาลปกติเสมอไปเข้ามาพิจารณาด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็มีความเสี่ยงในตัวของมันเอง การลดความเสียหายด้านหนึ่ง กลับไปเพิ่มโอกาสในการสร้างความเสียหายในด้านอื่น วิธีการแบบนี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีเลย

 

ช่วงที่การเมืองของประเทศยังตั้งไข่ รัฐบาลแห่งชาติอาจมีความสำคัญ แต่สำหรับประเทศไทยในตอนนี้ สังคมไทยมีความก้าวหน้าในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้นกว่าเดิมในระดับหนึ่งแล้ว จึงไม่ต้องการตัวช่วยมากเหมือนเมื่อก่อน

 

นี่ไม่ได้หมายความว่าสังคมไทยจะไม่เจอกับประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เพียงแต่การซ้ำรอยของประวัติศาสตร์นี้เป็นการซ้ำรอยเพียงบางส่วนเท่านั้น กงล้อประวัติศาสตร์ยังหมุนต่อไป การหมุนทุกครั้งกำลังนำประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ

 

แม้โอกาสจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารโดยทหารยังจะมีอยู่ แต่ความน่าจะเป็นที่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นมีน้อยลง และถึงแม้จะเกิดขึ้นจริง โอกาสที่ผู้นำการปฏิวัติขึ้นเป็นเผด็จการรวบอำนาจการบริหารประเทศแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

 

เรายังอาจโชคร้าย มีโอกาสได้นายกรัฐมนตรีและนักการเมืองที่โกงกิน แต่พวกเขาจะถูกตรวจสอบโดยภาคส่วนต่างๆ ของสังคมมากขึ้นกว่าเดิม พวกเขาไม่ใช่ผู้สูงส่งที่แตะต้องไม่ได้อีกต่อไปแล้ว สื่อมวลชนและองค์กรภาคประชาชนกำลังเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังไม่ทรงพลังมากเหมือนกับในประเทศพัฒนาแล้ว แต่ภาคส่วนนี้ของสังคมไทยกำลังเดินหน้าไปในทางที่ควรจะเป็น

 

แม้นักการเมืองรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ดาวเด่นหลายคนยังคิดว่าปากเป็นเอกเลขเป็นโท อาการเหนื่อยหน่ายนักการเมืองปากดีที่ในหัวมีแต่ขี้เลื่อย ได้เริ่มปรากฏชัดขึ้น เพราะคนไทยส่วนหนึ่งได้เรียนรู้แล้วว่าลมปากทั้งหลายที่พ่นออกมานั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการแสดงความมีอวิชชาขั้นยิ่งยวดของผู้พูดที่ยังหลงคิดว่าพฤติกรรมแบบเดิมๆ ซึ่งเคยสร้างชื่อให้กับนักการเมืองรุ่นพระเจ้าเหา ยังจะทำให้ตัวเองเด่นดังเป็นใหญ่ขึ้นมาได้

 

สังคมจะก้าวหน้าไปได้ในด้านใดด้านหนึ่ง ก็ต่อเมื่อสังคมได้สะสมองค์ความรู้ในด้านนั้นมากพอ ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นคือกระบวนการที่สอนให้สมาชิกของสังคมไทยได้เรียนรู้ ความยุ่งเหยิงทั้งหลายเป็นทั้งบทเรียนและบททดสอบว่าตอนนี้สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะก้าวต่อไป การตัดตอนทางการเมืองจึงเป็นการปิดโอกาสในการเรียนรู้ของคนในสังคม

 

เรามักจะมองอเมริกา อังกฤษ และบรรดาประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย แต่เรากลับไม่เคยให้ความสำคัญกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของประเทศเหล่านี้ว่า กว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ได้สังคมต้องเผชิญกับความขัดแย้งบอบช้ำขนาดไหน คนในสังคมของเขาต้องเผชิญกับบททดสอบมากมายสารพัด เหตุการณ์หลายอย่างยังเป็นบาดแผลทางสังคมที่ยังเยียวยาไม่หาย สิ่งเหล่านี้คือค่าหน่วยกิตที่พวกเขาต้องจ่ายเพื่อเรียนรู้และสั่งสมองค์ความรู้ ซึ่งจะเป็นฐานในการยกระดับคุณภาพทางการเมืองของประเทศให้สูงขึ้น

 

การเรียกร้องให้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติทั้งที่ยังมีทางเลือกอื่นอยู่ จึงไม่ต่างอะไรกับการทำแบบฝึกหัด พอเจอข้อยากก็เปิดดูเฉลยท้ายเล่ม โดยไม่พยายามจะแก้ปัญหาด้วยตัวเองให้ถึงที่สุดก่อน เอาแต่ลอกอย่างเดียว จึงไม่เคยเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ตอนนี้ยังเป็นช่วงการเรียนอยู่ แค่มีการบ้านส่งให้ผ่านไปได้ก็พอ แต่ถ้าวันหนึ่งเราจะต้องไปสอบไล่ขึ้นมา ความรู้ที่ได้จากการลอกเลียนแบบโดยปราศจากความเข้าใจที่แท้จริงคงช่วยอะไรเราไม่ได้ ถึงตอนนี้สอบตกต้องซ้ำชั้น กลับไปเริ่มต้นเรียนใหม่ตั้งแต่แรก มันจะไม่ยิ่งถอยหลังเข้าคลองหนักไปกว่าเดิมหรือ?

 

อ่านต่อที่ : หมดยุครัฐบาลแห่งชาติ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.